รู้จักความต่างของริ้วรอยแสดงสีหน้าและริ้วรอยถาวร พร้อมวิธีรักษาที่ตรงจุด
ริ้วรอยมีกี่ประเภท แก้ไขอย่างไรบ้าง
ริ้วรอยบนใบหน้าเป็นหนึ่งในปัญหาผิวที่หลายคนกังวล เพราะเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเสื่อมของผิวและอายุที่มากขึ้น ซึ่งความจริงแล้วริ้วรอยไม่ได้มีแค่สาเหตุเดียว ดังนั้น การทำความเข้าใจว่าริ้วรอยมีกี่ประเภท จะช่วยให้เลือกวิธีการรักษาได้อย่างเหมาะสม .
โดยริ้วรอยบนใบหน้า สามารถแบ่งได้ 2 ประเภท คือ ริ้วรอยจากการสแดงสีหน้า (Expression Lines) และริ้วรอยลึกถาวร (Static Lines) ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ไม่เหมือนกัน และมีแนวทางการรักษาที่ต่างกันออกไป
1. ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า (Dynamic wrinkle)
เกิดจากการขยับกล้ามเนื้อซ้ำ ๆ เมื่อแสดงความรู้สึกทางสีหน้า เช่น เมื่อเรายิ้ม หรี่ตา หรือขมวดคิ้ว กล้ามเนื้อจะดึงผิวหนังให้เกิดรอยยับ หากเกิดซ้ำ ๆ ทุกวัน ริ้วรอยที่เคยหายไปเองระหว่างวันจะค่อย ๆ ชัดขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้เกิดเป็นเส้นริ้วรอยที่สังเกตได้ชัดเจนขึ้น เช่น ตีนกา รอยขมวดคิ้ว และรอยบนหน้าผาก หากไม่รีบรักษาอาจกลายเป็นริ้วรอยถาวรได้
2. ริ้วรอยถาวร (Static wrinkles)
เกิดจากสภาพผิวที่เสื่อมตามวัยเมื่อคอลลาเจน และอีลาสตินลดลง ซึ่งริ้วรอยประเภทนี้จะมองเห็นอย่างชัดเจนแม้ตอนที่ใบหน้าอยู่เฉย ๆ ไม่ได้แสดงสีหน้า โดยทั่วไปริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า อาจกลายเป็นริ้วรอยถาวรได้ หากเกิดการเคลื่อนไหวซ้ำ ๆ และผิวมีการเสื่อมสภาพตามวัยด้วย
ปัญหาและสาเหตุต่างกัน มีวิธีรักษาที่ต่างกัน ต้องรักษาอย่างถูกจุด
1. ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า
แก้ไขได้ด้วยการคลายกล้ามเนื้อ เช่น การฉีดโบ หรือโปรแกรม Bo lifting ซึ่งตัวยาจะออกฤทธิ์โดยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อในจุดที่มีริ้วรอย โดยเมื่อเราแสดงสีหน้าหรือขยับกล้ามเนื้อ บริเวณที่ฉีดโบผิวจะไม่พับตัวตามการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ จึงช่วยลดปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากการแสดงสีหน้า ส่งผลให้ใบหน้าดูสดใสแลดูอ่อนวัย
ทั้งนี้ การทำงานที่สัมพันธ์กันของกล้ามเนื้อใบหน้านี้ เป็นหัวใจสำคัญของการฉีดโบ จึงต้องทำโดยแพทย์ที่เข้าใจถึงโครงสร้างและการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าที่มีความซับซ้อน การตรวจวินิจฉัยการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้าเฉพาะบุคคล เพื่อออกแบบการรักษาให้ยังสามารถแสดงสีหน้าได้อย่างเป็นธรรมชาติ
2. ริ้วรอยถาวร
แก้ไขโดยการกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินใหม่ เช่น โปรแกรม Biostimulator แก้ไขผิวเสื่อมสภาพตามวัยในระยะยาว เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน อิลาสติน และไฮยาลูโรนิก โดยจะช่วยกระตุ้นเซลล์ Fibroblast ให้ผลิตโปรตีนที่สำคัญเหล่านี้ ซึ่งส่งผลให้ผิวดูแน่น กระชับ และยืดหยุ่นขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยและริ้วรอยที่เริ่มปรากฏ โดยผลลัพธ์ที่ชัดเจนของโปรแกรม Biostimulator จะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน หลังจากการฉีด
ทั้งนี้ การทำโปรแกรม Biostimulator จำเป็นต้องใช้ความแม่นยำในการวางตำแหน่งยาเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นสารที่ไม่มียาสลาย หากเกิดผลข้างเคียง เช่น เป็นก้อน หรือฉีดผิดตำแหน่ง เช่น ฉีดเข้าไปในเส้นเลือด การแก้ไขอาจทำได้ยาก ดังนั้น การวางยาที่ตำแหน่งที่ถูกต้องในชั้นผิวหนัง (Subdermal) จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้ Biostimulator สามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในชั้นผิวได้ดี และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ปรึกษาคุณหมอสร้อย ที่อัฐฐา คลินิก (ATTA Clinic) เพื่อวางแผนดูแลอย่างแม่นยำ ด้วยเทคนิคอัลตราซาวนด์นำทางการรักษา (Ultrasound guided injection) วินิจฉัย และออกแบบการรักษาตามโครงสร้างใบหน้าเฉพาะบุคคล





