ทำไมผ่าตัดโครงหน้าแล้ว หน้าถึงหย่อนได้? อัลตราซาวนด์ช่วยวางแผนการรักษาอย่างไร

ทำความเข้าใจว่าทำไมผ่าตัดโครงหน้าแล้วผิวอาจหย่อนคล้อย และอัลตราซาวนด์ช่วยประเมินโครงสร้างและวางแผนการรักษาได้อย่างไร

Table of contents

การผ่าตัดโครงหน้า เช่น การลดโหนกแก้ม ตัดกราม หรือปรับขนาดกระดูกใบหน้า เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างด้านในของใบหน้าโดยตรง

หลังการผ่าตัด บางคนอาจสังเกตว่าเมื่ออาการบวมลดลงแล้ว ใบหน้าดูหย่อนคล้อยมากขึ้น เช่น แก้มหย่อน ร่องแก้มชัดขึ้น มุมปากหรือร่องข้างปากชัดขึ้น รวมถึงกรอบหน้าที่ดูไม่กระชับเหมือนเดิม

คำถามคือ ทำไมการผ่าโครงหน้า จึงอาจเกี่ยวข้องกับความหย่อนของใบหน้าและอัลตราซาวนด์มีบทบาทอย่างไรในการประเมินและนำทางการรักษา

s2

ทำไมผ่าตัดโครงหน้าแล้ว หน้าถึงหย่อนได้?

ลองนึกภาพว่า “กระดูก” เป็นโครงสร้างด้านในที่ช่วยพยุงเนื้อเยื่อของใบหน้า เมื่อมีการผ่าตัดเพื่อลดขนาดหรือปรับรูปทรงของกระดูก โครงสร้างด้านในจึงเปลี่ยนไป แต่ผิวหนัง ไขมัน และเนื้อเยื่อที่อยู่ด้านนอกไม่ได้หดตัวตามในทันที เนื้อเยื่อที่เคยได้รับการรองรับจากโครงกระดูกเดิม จึงอาจมีการเปลี่ยนตำแหน่งหรือดูหย่อนคล้อยมากขึ้นในบางบริเวณ

จึงอาจเริ่มสังเกตเห็นปัญหา เช่น

  • แก้มดูหย่อนคล้อย
  • ร่องแก้มชัดขึ้น
  • มุมปากหรือร่องข้างปากชัดขึ้น
  • กรอบหน้าดูหย่อนลง

อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่ผ่าตัดโครงหน้าจะต้องมีปัญหาหน้าหย่อน เพราะผลที่เกิดขึ้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น อายุ ความยืดหยุ่นของผิว ปริมาณไขมันเดิม ระดับการเปลี่ยนแปลงของกระดูก รวมถึงความหย่อนที่มีอยู่ก่อนการผ่าตัด

หากหน้าหย่อนหลังผ่าตัดโครงหน้า ควรรักษาอย่างไร?

สิ่งสำคัญไม่ใช่การรีบเลือกหัตถการ แต่คือการประเมินก่อนว่า ความหย่อนเกิดจากอะไร และเกิดขึ้นบริเวณใดเพราะใบหน้าไม่ได้มีเพียงผิวหนังชั้นเดียว แต่ประกอบด้วยโครงสร้างหลายชั้น ตั้งแต่กระดูก ไขมัน กล้ามเนื้อ เนื้อเยื่อพยุง ไปจนถึงผิวหนัง ดังนั้น วิธีการรักษาจึงไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในทุกคน

บางคนอาจเหมาะกับการยกกระชับ บางคนอาจต้องประเมินเรื่องวอลลุ่มของใบหน้า ขณะที่บางรายอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะปัญหาและโครงสร้างของแต่ละคน ด้วยเหตุนี้ การตรวจและประเมินโดยแพทย์จึงมีความสำคัญ เพราะคำว่า “หน้าหย่อน” ไม่ได้หมายถึงปัญหาที่เกิดจากโครงสร้างเพียงชั้นเดียว

s1

อัลตราซาวนด์ช่วยอะไรได้บ้าง หากหน้าหย่อนหลังผ่าตัดโครงหน้า?

อัลตราซาวนด์สามารถมีบทบาทในการประเมินและนำทางการรักษา แต่ต้องแยกให้ชัดเจนระหว่างอัลตราซาวด์เพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Ultrasound) และ อัลตราซาวด์นำทางการรักษา(Ultrasound-Guided Treatment) ซึ่งทั้งสองอย่างมีหน้าที่แตกต่างกัน

อัลตราซาวนด์เพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Ultrasound)

อัลตราซาวนด์ช่วยให้แพทย์มองเห็นโครงสร้างใต้ผิวหนังในบริเวณที่ตรวจได้ แต่สำหรับปัญหา “หน้าหย่อน” อัลตราซาวนด์เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดว่าใบหน้าหย่อนจากอะไร หรือควรเลือกวิธีรักษาแบบใด เนื่องจากความหย่อนของใบหน้าเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของหลายโครงสร้าง ทั้งกระดูก ไขมัน เนื้อเยื่อพยุง กล้ามเนื้อ และผิวหนัง 

ดังนั้น การประเมินจึงควรพิจารณาร่วมกันทั้งรูปหน้า สัดส่วน การเปลี่ยนแปลงหรือการเคลื่อนตัวของเนื้อเยื่อ และการตรวจโดยแพทย์  เพราะการเห็นโครงสร้างใต้ผิวในบางจุด ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถใช้จุดนั้นเพียงจุดเดียวในการวินิจฉัยความหย่อนของใบหน้าทั้งหมดได้

อัลตราซาวด์นำทางการรักษา (Ultrasound-Guided Treatment)

เมื่อแพทย์ประเมินแล้วว่าปัญหาอยู่บริเวณใดและต้องการรักษาอะไร อัลตราซาวนด์สามารถเข้ามามีบทบาทในการช่วยมองเห็นกายวิภาคใต้ผิวบริเวณที่จะทำหัตถการ

ช่วยให้แพทย์ทราบว่า

  • กำลังรักษาอยู่ในชั้นใด
  • ตำแหน่งที่กำลังรักษาอยู่บริเวณไหน
  • มีโครงสร้างสำคัญใดอยู่ใกล้เคียง
  • บริเวณใดควรหลีกเลี่ยง

จึงช่วยในการวางแผนตำแหน่งและความลึกของการรักษาให้เหมาะสมกับโครงสร้างที่อยู่ใต้ผิว

s3

ผ่าตัดโครงหน้ามาแล้ว ต้องระวังอะไรในการทำหัตถการ?

หลังการผ่าตัดโครงหน้า กายวิภาคใต้ผิวอาจไม่เหมือนเดิม เนื่องจากอาจมีการตัดหรือเลื่อนกระดูก รวมถึงการเลาะเนื้อเยื่อ และการเกิดพังผืดหรือการยึดติดภายหลังการผ่าตัด

นอกจากนี้ คนไข้บางรายอาจมี Plate & Screw หรือเพลทและสกรูโลหะสำหรับยึดกระดูกอยู่ภายใน จึงมีข้อมูลหลายอย่างที่ควรทราบก่อนวางแผนทำหัตถการ

1. ต้องทราบว่าเคยผ่าตัดอะไรและบริเวณใด 

ไม่ว่าจะเป็นการลดโหนกแก้ม ตัดกราม หรือผ่าตัดคาง แต่ละการผ่าตัดทำให้โครงสร้างบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงแตกต่างกัน ข้อมูลประวัติการผ่าตัดจึงเป็นส่วนสำคัญในการประเมินก่อนรักษา

2. ไม่ควรอ้างอิงกายวิภาคปกติเพียงอย่างเดียว 

เพราะมื่อโครงสร้างมีการเปลี่ยนแปลง ตำแหน่งและความสัมพันธ์ของเนื้อเยื่อก็อาจเปลี่ยนไปด้วย การวางแผนรักษาจึงควรพิจารณาจากโครงสร้างของแต่ละบุคคล ไม่ใช่อ้างอิงจากกายวิภาคปกติเพียงอย่างเดียว

3. อาจมีพังผืดหรือเนื้อเยื่อยึดติด 

พังผืดหรือเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นหลังการผ่าตัด อาจทำให้การเคลื่อนตัวของเนื้อเยื่อและการตอบสนองต่อการรักษาแตกต่างจากคนที่ไม่เคยผ่านการผ่าตัด

4. หากมี Plate & Screw ต้องทราบตำแหน่ง 

โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาการรักษาด้วยเครื่องที่ใช้พลังงาน แพทย์ต้องพิจารณาชนิดของพลังงาน ความลึก ตำแหน่งที่จะรักษา และข้อควรระวังของเครื่องแต่ละชนิดร่วมกัน ซึ่งการมีโลหะอยู่ภายในไม่ได้หมายความว่าจะไม่สามารถทำหัตถการได้ทุกชนิดแต่ควรประเมินเป็นรายกรณี

5. ไม่ควรรีบรักษาขณะที่เนื้อเยื่อยังไม่เข้าที่ 

หากยังมีอาการบวม ชา เจ็บ หรืออยู่ในช่วงพักฟื้นหลังผ่าตัด ควรประเมินภาวะหลังผ่าตัดก่อนที่จะวางแผนการรักษาเพิ่มเติม

6. ต้องหาสาเหตุก่อนเลือกวิธีรักษา 

หน้าหย่อนหลังผ่าตัดโครงหน้าไม่ได้หมายความว่าเป็นปัญหาที่ผิวหนังเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับกระดูก ไขมัน เนื้อเยื่อพยุง และผิวหนังร่วมกัน ดังนั้น การเลือกวิธีรักษาจึงควรเริ่มจากการทำความเข้าใจโครงสร้างและสาเหตุของปัญหาเสียก่อน

IMG_3162-2

อัลตราซาวนด์นำทางการรักษามีประโยชน์อย่างไร?

ในกรณีที่เคยผ่าตัดโครงหน้าและมี Plate & Screw อยู่ภายใน การทราบตำแหน่งของโลหะก่อนทำหัตถการมีความสำคัญ โดยเฉพาะการรักษาด้วยเครื่องที่ใช้พลังงาน

อัลตราซาวนด์นำทางการรักษา (Ultrasound-Guided Treatment) สามารถช่วยระบุตำแหน่งของเพลทหรือสกรูในบริเวณที่ตรวจได้ ทำให้แพทย์นำข้อมูลดังกล่าวไปประกอบการวางแผน เช่น พิจารณาหลีกเลี่ยงการส่งพลังงานโดยตรงบริเวณที่มีโลหะ และเลือกตำแหน่งหรือความลึกของการรักษาให้เหมาะสมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การมีเพลทหรือสกรูไม่ได้หมายความว่าจะทำเครื่องยกกระชับไม่ได้ทุกชนิด เพราะยังต้องพิจารณาร่วมกับชนิดของเครื่อง พลังงานที่ใช้ ความลึกของการรักษา และคำแนะนำของเครื่องแต่ละชนิดด้วย

Picture of พญ. อทิตา อินทร์วงศ์

พญ. อทิตา อินทร์วงศ์

พญ. อทิตา อินทร์วงศ์ หรือคุณหมอสร้อย ว.44231 แพทย์เฉพาะทางรังสีวินิจฉัย หัตถการ Ultrasound วินิจฉัยโครงสร้างใบหน้า ออกแบบการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized treatment) ในโปรแกรมยกกระชับและปรับรูปหน้าโดยไม่ผ่าตัด และเป็นผู้ก่อตั้งอัฐฐา คลินิก (ATTA Clinic) ในปี 2566

บทความที่เกี่ยวข้อง