รวมข้อควรรู้และกระบวนการการสลายฟิลเลอร์ เตรียมตัวอย่างไร ทำครั้งเดียวเห็นผลจริงไหม ?
ฟิลเลอร์ HA ช่วยแก้ปัญหาใบหน้าดูมีอายุ ที่เกิดจาก Volume Loss ได้ดี และยังสลายได้เมื่อจำเป็น แต่การสลายฟิลเลอร์มีขั้นตอนและผลลัพธ์ที่ควรรู้ล่วงหน้า หมอสร้อยจึงได้สรุปงานวิจัยการสลายฟิลเลอร์รอบดวงตา 157 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นชุดข้อมูลการสลายฟิลเลอร์ที่ใหญ่ที่สุดในวารสารการแพทย์ ณ เวลาที่ตีพิมพ์ มาเล่าให้ฟัง
เขียนโดย หมอสร้อย · เรียบเรียงจาก Wilde CL, Jiang K, Lee S, Ezra DG. Plast Reconstr Surg Glob Open 2024;12:e5765 · doi:10.1097/GOX.0000000000005765
“ช่วงนี้มีคนไข้หลายคนมาปรึกษาเรื่องสลายฟิลเลอร์ บางคนกังวลเพราะเห็นในโซเชียลว่า “ฉีดแล้วหน้าพัง” หรือ “สลายแล้วหน้าโทรม” จนกลัวฟิลเลอร์ไปเลย หมอเลยอยากเล่างานวิจัยชิ้นนี้ให้ฟังตรง ๆ
ข้อสรุปของหมอคือ ฟิลเลอร์ HA เป็นเครื่องมือที่ดีในการแก้ปัญหาวอลุ่มที่หายไปตามวัย ส่วนการสลายเป็นกระบวนการที่ต้องวางแผน ไม่ใช่การกดปุ่มย้อนกลับ ถ้าเข้าใจตรงนี้ เราจะใช้ฟิลเลอร์ได้อย่างสบายใจในระยะยาว”
สรุปสั้นใน 1 นาที
59% | สลายครั้งแรกแล้วได้ผลดี ไม่มีฟิลเลอร์เหลือและไม่มีผลข้างเคียง |
24% | ยังมีฟิลเลอร์เหลือ ต้องสลายเพิ่ม ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ ไม่ใช่ความล้มเหลว |
18% | รู้สึกว่าหน้าดูแย่ลงกว่าก่อนสลาย เช่น ใต้ตาตอบ ผิวหย่อน หรือคล้ำ ผู้วิจัยเรียกภาวะนี้ว่า “Posthyaluronidase Syndrome” |
2 ปัจจัย | ความเสี่ยงนี้สัมพันธ์กับปริมาณฟิลเลอร์และระยะเวลาที่ฟิลเลอร์อยู่ในหน้า ไม่พบความสัมพันธ์กับความเข้มข้นหรือปริมาณยาสลายที่ใช้ |
ฟิลเลอร์แก้ความแก่จาก Volume Loss ได้จริง
ความแก่ไม่ได้มีแค่ริ้วรอยบนผิว เมื่ออายุมากขึ้น ไขมันและเนื้อเยื่อใต้ผิวจะค่อย ๆ ลดลงและเคลื่อนต่ำลง ใต้ตาจึงดูลึกเป็นร่อง แก้มแบน ขมับตอบ ทำให้หน้าดูเหนื่อยและดูมีอายุ ปัญหาแบบนี้เรียกว่า volume loss ซึ่งครีมหรือเลเซอร์อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างครอบคลุม
ฟิลเลอร์ไฮยาลูโรนิกแอซิด (HA) จึงถูกใช้อย่างแพร่หลายในการเติมร่องใต้ตา พรางถุงไขมันใต้ตา และเติมวอลุ่มแก้ม ขมับ และคิ้ว โดยจุดเด่นที่ทำให้หมอเลือกใช้ HA มีดังนี้
- ได้ผล โดยไม่ต้องผ่าตัด ฉีดเสร็จเห็นความเปลี่ยนแปลง พักฟื้นน้อย
- เป็นสารที่ร่างกายมีอยู่แล้ว HA พบตามธรรมชาติในผิวของเรา
- แก้ไขได้ ถ้าไม่พอใจหรือมีปัญหา ยังสลายด้วยยาไฮยาลูโรนิเดสได้ ซึ่งเป็นข้อดีที่ฟิลเลอร์ชนิดถาวรไม่มี
ข้อสุดท้ายนี่เองที่ทำให้หลายคนคิดว่า “ไม่ชอบก็สลายทิ้งได้ ง่าย ๆ” ซึ่งจริงเพียงครึ่งเดียว งานวิจัยที่หมอจะเล่าต่อไปนี้ช่วยให้เราเห็นอีกครึ่งหนึ่ง
ยาสลายฟิลเลอร์คืออะไร และทำไมต้องสลาย
เมื่อการฉีดฟิลเลอร์แพร่หลายขึ้น ภาวะแทรกซ้อนก็พบมากขึ้นตามไปด้วยบริเวณรอบดวงตามีผิวและเนื้อเยื่อบาง ปัญหาเล็กน้อยจึงเห็นได้ชัดกว่าตำแหน่งอื่น
ไฮยาลูโรนิเดส (Hyaluronidase) คือเอนไซม์ที่ย่อยสลาย HA แพทย์ใช้เพื่อสลายฟิลเลอร์เมื่อเกิดปัญหา หรือสลายก่อนผ่าตัดถุงใต้ตา (blepharoplasty) เพราะฟิลเลอร์ที่ค้างอยู่ทำให้วางแผนผ่าตัดได้ยาก ปัจจุบันยังไม่มีโปรโตคอลมาตรฐานว่าควรใช้ความเข้มข้นหรือปริมาณเท่าใด งานวิจัยนี้จึงตั้งใจหาคำตอบเรื่องขนาดยา และหาปัจจัยที่ทำนายผลลัพธ์ที่ไม่ดี
งานวิจัยนี้ศึกษาใครบ้าง
ทีมจักษุศัลยแพทย์ตกแต่งจาก Moorfields Eye Hospital กรุงลอนดอน ทบทวนเวชระเบียนย้อนหลังของผู้ป่วยที่สลายฟิลเลอร์โดยแพทย์คนเดียวกัน ระหว่างมกราคม 2016 ถึงกรกฎาคม 2020
- ผู้ป่วย 90 คน รวม 157 ตำแหน่งรอบดวงตา (นับข้างซ้ายและขวาแยกกัน)
- อายุเฉลี่ย 46 ปี (22–79 ปี) เป็นผู้หญิง 90%
- ฟิลเลอร์ส่วนใหญ่อยู่ที่ร่องใต้ตา 86% (ใต้ตาอย่างเดียว 62% ใต้ตาร่วมกับแก้ม 24%)
- ฟิลเลอร์อยู่ในหน้าเฉลี่ย 30 เดือน (นานสุด 156 เดือน หรือ 13 ปี)
- ปริมาณฟิลเลอร์เฉลี่ย 2.1 มล. ต่อบริเวณ (ทราบปริมาณเพียง 45% ของผู้ป่วย)
อาการบวมพบมากที่สุด ผู้ป่วยทุกรายในกลุ่มนี้บอกว่าบวมมากน้อยไม่เท่ากันในแต่ละวัน และเป็นมากตอนเช้า ซึ่งเป็นลักษณะของการบวมน้ำ เพราะฟิลเลอร์ HA ดูดซับน้ำ
ผลลัพธ์หลังสลายครั้งแรก
ผู้วิจัยแบ่งผลลัพธ์เป็น 3 กลุ่ม โดยใช้ความรู้สึกของผู้ป่วยประกอบกับการประเมินของจักษุศัลยแพทย์ตกแต่ง และเทียบภาพถ่ายก่อนและหลังรักษา
Posthyaluronidase Syndrome คืออะไร
งานวิจัยนี้เป็นครั้งแรกที่ให้นิยามภาวะนี้อย่างเป็นทางการ หมายถึงการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าหลังสลายฟิลเลอร์ ที่ดูแย่กว่าก่อนสลาย อย่างน้อยหนึ่งข้อต่อไปนี้
- เนื้อเยื่อตอบ / ยุบ เช่น ใต้ตาลึก แก้มตอบ
- ผิวสูญเสียความยืดหยุ่น ดูหย่อนคล้อย มีริ้วรอยมากขึ้น
- สีผิวเปลี่ยน เช่น ใต้ตาคล้ำขึ้น
ใช้ยาสลายมากหรือน้อย ไม่ได้เปลี่ยนผลลัพธ์
หลายคนกังวลว่า “ยาสลายแรงไปจะทำให้หน้าพัง” งานวิจัยนี้ไม่พบหลักฐานสนับสนุนความเชื่อนั้น ความเข้มข้นที่ใช้บ่อยคือ 150 ยูนิต/มล. (66%) และ 75 ยูนิต/มล. (31%) เมื่อเทียบสองกลุ่มนี้ ผลลัพธ์ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P = 0.625) และอัตราการเกิด Posthyaluronidase Syndrome ก็ใกล้เคียงกันมาก คือ 19% เทียบกับ 18% (P > 0.999)
ปริมาณยารวมก็เช่นกัน ผู้ป่วยได้ยาเฉลี่ยราว 400 ยูนิต (19–900 ยูนิต) และไม่พบความแตกต่างของปริมาณยาระหว่างกลุ่มผลลัพธ์ทั้งสาม (ได้ผลดี 389, ต้องสลายเพิ่ม 382, มีผลข้างเคียง 423 ยูนิต; P = 0.161) มีข้อสังเกตว่าเมื่อไม่ทราบปริมาณฟิลเลอร์เดิม แพทย์จะใช้ยามากขึ้น (เฉลี่ย 444 เทียบกับ 368 ยูนิต) เพื่อให้มั่นใจว่าสลายได้หมด
ปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยง: ฉีดมานานแค่ไหน และฉีดไปมากแค่ไหน
เมื่อวิเคราะห์ปัจจัยต่าง ๆ ได้แก่ อายุ ยี่ห้อฟิลเลอร์ ตำแหน่ง ชนิดของปัญหา ระยะเวลา และปริมาณฟิลเลอร์ พบเพียง 2 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับ Posthyaluronidase Syndrome อย่างมีนัยสำคัญ
ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าฟิลเลอร์อันตราย แต่บอกว่า ปริมาณและระยะเวลาสำคัญ คนที่ฉีดสะสมมากหรือมีฟิลเลอร์อยู่ในหน้าหลายปี มีโอกาสที่หน้าจะดูตอบหรือหย่อนหลังสลายมากกว่า ส่วนคนที่ฉีดในปริมาณพอดีและไม่ได้สะสมนาน โอกาสเกิดผลข้างเคียงจากการสลายก็ต่ำกว่า ข้อมูลนี้จึงใช้ได้ทั้งตอนวางแผนฉีดและตอนวางแผนสลาย
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
งานวิจัยนี้แสดงความสัมพันธ์ แต่ยังไม่ได้พิสูจน์สาเหตุ ผู้วิจัยเสนอคำอธิบายที่เป็นไปได้ 3 ข้อ
1. ฟิลเลอร์ทำหน้าที่เหมือน “ตัวขยายผิว”
ในงานศัลยกรรมเสริมสร้าง มีการใช้ฟิลเลอร์ยืดผิวโดยตั้งใจ เมื่อฟิลเลอร์อยู่ใต้ผิวนาน ผิวก็ถูกยืดออก เมื่อสลายฟิลเลอร์ออก ผิวส่วนที่ยืดไว้จึงดูหย่อนและขาดความยืดหยุ่น
2. ใบหน้าแก่ตัวไปตามเวลา ระหว่างที่ฟิลเลอร์ยังอยู่
ถ้าฟิลเลอร์อยู่ในหน้า 5 ปี ใบหน้าก็เปลี่ยนไปตามวัย 5 ปีเช่นกัน แต่ฟิลเลอร์บังการเปลี่ยนแปลงนั้นไว้ เมื่อสลายออก จึงเห็นใบหน้าตามวัยจริงพร้อมกันในครั้งเดียว งานวิจัยนี้ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อแยกผลของปัจจัยนี้
3. ยาสลายอาจมีผลต่อ HA ตามธรรมชาติในผิว
ร่างกายมี HA อยู่ในผิวตามธรรมชาติ ยาสลายอาจมีผลต่อส่วนนี้ด้วย ผู้วิจัยระบุว่าต้องศึกษาต่อว่าปัจจัยใดมีผลจริงทางคลินิก
ฟิลเลอร์อยู่ได้นานกว่าที่หลายคนคิด
มีหลักฐานเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ว่าฟิลเลอร์ HA ค้างอยู่ในเนื้อเยื่อได้หลายปี การศึกษาด้วย MRI พบฟิลเลอร์ HA ยังอยู่ได้นานถึง 12 ปีในผู้ป่วยบางราย ขึ้นกับตำแหน่งและผลิตภัณฑ์ ในงานวิจัยนี้มีผู้ป่วยชายรายหนึ่งมาด้วยอาการโหนกแก้มบวมจากฟิลเลอร์ใต้ตาและแก้มที่ฉีดไว้ตั้งแต่ 13 ปีก่อน
คำว่า “ฟิลเลอร์สลายเองใน 6–12 เดือน” จึงอาจไม่เป็นจริงเสมอไป หลายคนมีฟิลเลอร์สะสมจากการฉีดหลายครั้งโดยไม่รู้ตัว ข้อมูลนี้สำคัญต่อการประเมินความเสี่ยงก่อนสลาย
สิ่งที่ควรเตรียมและควรรู้ก่อนสลายฟิลเลอร์
- เล่าประวัติการฉีดให้ละเอียดที่สุด ฉีดที่ไหน กี่ครั้ง ครั้งแรกเมื่อไร ยี่ห้ออะไร ครั้งละกี่ซีซี ข้อมูลระยะเวลาและปริมาณคือสองปัจจัยที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโดยตรง ถ้ามีใบเสร็จหรือสติกเกอร์ผลิตภัณฑ์ ให้นำมาด้วย
- ถ่ายภาพก่อนรักษา เพื่อใช้เปรียบเทียบผลลัพธ์อย่างเป็นธรรม ภาพถ่ายก่อนฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก (ถ้ามี) ช่วยให้เห็นใบหน้าเดิมของคุณ
- การตรวจอัลตราซาวด์หรือ MRI เพื่อดูตำแหน่งและขอบเขตของฟิลเลอร์ ทำให้ฉีดยาสลายได้ตรงจุดมากขึ้น
- การสลายเป็นกระบวนการ ไม่ใช่การฉีดครั้งเดียวจบ ประมาณ 1 ใน 4 ต้องสลายเพิ่ม ซึ่งผู้วิจัยระบุว่าไม่ควรมองเป็นความล้มเหลวของการรักษา
- ตั้งความคาดหวังตามจริง หลังสลาย ใบหน้าอาจไม่กลับไปเหมือนก่อนฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก โดยเฉพาะผู้ที่ฉีดมานานหรือปริมาณมาก ควรพูดคุยกับแพทย์ถึงทางเลือกหลังสลายด้วย
- ซักถามและเซ็นยินยอมหลังเข้าใจความเสี่ยงแล้วเท่านั้น ผู้วิจัยแนะนำว่าผู้ป่วยทุกรายควรได้รับข้อมูลเรื่องผลข้างเคียงหลังสลาย
ฉีดฟิลเลอร์อย่างไรให้สบายใจในระยะยาว
งานวิจัยนี้ไม่ได้ศึกษาวิธีฉีดโดยตรง แต่เมื่อรู้ว่าปริมาณและระยะเวลาเป็นปัจจัยสำคัญ หมอจึงใช้หลักเหล่านี้กับคนไข้
- เติมเท่าที่วอลุ่มหายไป ไม่เติมเกิน เป้าหมายคือให้หน้ากลับมาสดชื่นตามธรรมชาติ ไม่ใช่เปลี่ยนรูปหน้า โดยเฉพาะใต้ตาซึ่งผิวบาง ใช้ปริมาณน้อยก็เห็นผล
- ประเมินก่อนเติมซ้ำทุกครั้ง ฟิลเลอร์อาจยังอยู่นานกว่าที่คิด การเติมทับตามรอบเวลาโดยไม่ประเมินทำให้ฟิลเลอร์สะสมโดยไม่รู้ตัว
- เก็บประวัติการฉีดของตัวเอง วันที่ ตำแหน่ง ยี่ห้อ และปริมาณ ในงานวิจัยนี้ แพทย์ทราบปริมาณฟิลเลอร์เดิมของคนไข้ไม่ถึงครึ่ง และเมื่อไม่ทราบ ต้องใช้ยาสลายมากขึ้น
- บวมตอนเช้าหรือเป็นก้อน ให้รีบกลับมาปรึกษา อาการบวมเป็นเหตุผลที่มาสลายบ่อยที่สุด การแก้ไขตั้งแต่ฟิลเลอร์ยังไม่สะสมนานดีกว่าปล่อยไว้หลายปี
ข้อจำกัดของงานวิจัยนี้
เพื่อให้คุณอ่านตัวเลขข้างต้นได้อย่างถูกต้อง ควรทราบข้อจำกัดเหล่านี้ด้วย
- เป็นการทบทวนเวชระเบียนย้อนหลัง จากแพทย์คนเดียว ในคลินิกเฉพาะทางระดับตติยภูมิ ผู้ป่วยหลายรายถูกส่งตัวมาเพราะมีปัญหาซับซ้อน ตัวเลข 18% จึงอาจสูงกว่าที่พบในกลุ่มผู้ป่วยทั่วไป
- นิยามของ Posthyaluronidase Syndrome อาศัยความรู้สึกของผู้ป่วยร่วมกับภาพถ่าย ยังไม่มีการวัดปริมาตรเชิงวัตถุ
- ทราบปริมาณฟิลเลอร์เดิมเพียง 45% และ 35% ไม่ทราบยี่ห้อ
- ไม่ได้ควบคุมผลของอายุที่เพิ่มขึ้นระหว่างที่ฟิลเลอร์อยู่ในหน้า
- ไม่มีโปรโตคอลขนาดยามาตรฐาน และกลุ่มความเข้มข้นต่ำ (37.5 ยูนิต/มล.) มีผู้ป่วยน้อยเกินไปที่จะสรุปได้ ผู้วิจัยจึงยังสรุปขนาดยาที่ดีที่สุดไม่ได้
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการสลายฟิลเลอร์
อ่านแล้ว ยังควรฉีดฟิลเลอร์อยู่ไหม?
ถ้าปัญหาของคุณคือวอลุ่มที่หายไปตามวัย ฟิลเลอร์ HA ยังเป็นทางเลือกที่ดี งานวิจัยนี้ไม่ได้บอกว่าฟิลเลอร์ไม่ปลอดภัย แต่บอกว่าการฉีดสะสมปริมาณมากเป็นเวลานานสัมพันธ์กับผลที่ไม่ดีหลังสลาย การฉีดอย่างพอดีและประเมินเป็นระยะจึงเป็นหัวใจสำคัญ
ยาสลายทำให้หน้าโทรมใช่ไหม?
งานวิจัยนี้ไม่พบว่าความเข้มข้นหรือปริมาณยาสลายสัมพันธ์กับการเกิดหน้าตอบหลังสลาย สิ่งที่สัมพันธ์คือปริมาณฟิลเลอร์เดิมและระยะเวลาที่ฟิลเลอร์อยู่ในหน้า อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่ยาจะมีผลต่อ HA ตามธรรมชาติของผิว และระบุว่าต้องศึกษาเพิ่ม
ขอใช้ยาน้อย ๆ จะปลอดภัยกว่าไหม?
ในงานวิจัยนี้ กลุ่ม 75 และ 150 ยูนิต/มล. มีอัตราการเกิดผลข้างเคียงใกล้เคียงกัน (19% และ 18%) ส่วนกลุ่มที่ใช้ความเข้มข้นต่ำมากทุกรายต้องสลายซ้ำ ผู้วิจัยยังไม่ทราบว่าการแบ่งฉีดหลายครั้งด้วยขนาดน้อยมีผลต่อความเสี่ยงโดยรวมอย่างไร แพทย์จะประเมินขนาดยาเป็นรายบุคคลตามปริมาณ ตำแหน่ง และชนิดของฟิลเลอร์
ต้องสลายกี่ครั้ง?
ในงานวิจัยนี้ ประมาณ 6 ใน 10 ได้ผลดีตั้งแต่ครั้งแรก และประมาณ 1 ใน 4 ต้องสลายเพิ่ม ความจำเป็นขึ้นอยู่กับปริมาณและการกระจายตัวของฟิลเลอร์เดิม
ฉีดฟิลเลอร์มานานหลายปี ไม่ควรสลายเลยหรือ?
ไม่ได้หมายความว่าห้ามสลาย การสลายยังจำเป็นในหลายกรณี เช่น บวมเรื้อรัง เป็นก้อน ติดเชื้อ หรือก่อนผ่าตัด งานวิจัยนี้ชี้ว่าคุณควรได้รับข้อมูลว่าความเสี่ยงของคุณอาจสูงกว่าคนทั่วไป เพื่อตัดสินใจร่วมกับแพทย์ได้อย่างรอบด้าน
ส่งท้ายจากหมอสร้อย
ฟิลเลอร์ไม่ใช่ผู้ร้าย และการสลายก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ทั้งสองอย่างเป็นเครื่องมือที่ได้ผลเมื่อใช้ถูกวิธี สิ่งที่หมออยากให้ทุกคนรู้ก่อนสลายคือ ผลลัพธ์อาจต้องใช้มากกว่าหนึ่งครั้ง และหน้าหลังสลายอาจไม่เหมือนหน้าก่อนฉีดฟิลเลอร์ครั้งแรก โดยเฉพาะถ้าฉีดสะสมมานาน
ถ้ากำลังลังเลว่าจะฉีดหรือจะสลาย นำประวัติการฉีดมาคุยกับหมอได้ หมอจะประเมินและวางแผนให้เหมาะกับหน้าของคุณ
เอกสารอ้างอิง
งานวิจัยหลัก: Wilde CL, Jiang K, Lee S, Ezra DG. The Posthyaluronidase Syndrome: Dosing Strategies for Hyaluronidase in the Dissolving of Facial Filler and Independent Predictors of Poor Outcomes. Plast Reconstr Surg Glob Open. 2024;12(4):e5765. doi:10.1097/GOX.0000000000005765
เอกสารที่งานวิจัยหลักอ้างถึง และถูกกล่าวถึงในบทความนี้ (หมายเลขตามต้นฉบับ)
[1] Lee S, Yen MT. Nonsurgical rejuvenation of the eyelids with hyaluronic acid gel injections. Semin Plast Surg. 2017;31:17–21.
[2] Mustak H, Fiaschetti D, Goldberg RA. Filling the periorbital hollows with hyaluronic acid gel: long-term review of outcomes and complications. J Cosmet Dermatol. 2018;17:611–616.
[5] Ibrahim O, Overman J, Arndt KA, et al. Filler nodules: inflammatory or infectious? A review of biofilms and their implications on clinical practice. Dermatol Surg. 2017;44:53–60.
[6] Chiang YZ, Pierone G, Al-Niaimi F. Dermal fillers: pathophysiology, prevention and treatment of complications. J Eur Acad Dermatol Venereol. 2017;31:405–413.
[7] Urdiales-Gálvez F, Delgado NE, Figueiredo V, et al. Treatment of soft tissue filler complications: expert consensus recommendations. Aesthetic Plast Surg. 2018;42:498–510.
[8] Murthy R, Roos JCP, Goldberg RA. Periocular hyaluronic acid fillers: applications, implications, complications. Curr Opin Ophthalmol. 2019;30:395–400.
[10] Zoumalan CI. Managing periocular filler-related syndrome prior to lower blepharoplasty. Aesthetic Plast Surg. 2019;43:115–122.
[12] Chang JR, Baharestani S, Salek SS, et al. Delayed superficial migration of retained hyaluronic acid years following periocular injection. Ophthal Plast Reconstr Surg. 2017;33:S116–S118.
[13] Kopp S, Lawrence N, Donofrio L, et al. Delayed migration of hyaluronic acid fillers: a new complication? Dermatol Surg. 2014;40:85–87.
[14] Nathoo NA, Rasmussen S, Dolman PJ, et al. Periocular mass lesions secondary to dermatologic fillers: report of 3 cases. Can J Ophthalmol. 2014;49:468–472.
[15] Master M. Hyaluronic acid filler longevity and localization: magnetic resonance imaging evidence. Plast Reconstr Surg. 2021;147:50e–53e.
[16] Inbal A, Lemelman BT, Millet E, et al. Tissue expansion using hyaluronic acid filler for single-stage ear reconstruction: a novel concept for difficult areas. Aesthet Surg J. 2017;37:1085–1097.
[17] Fezza JP. Nonsurgical treatment of cicatricial ectropion with hyaluronic acid filler. Plast Reconstr Surg. 2008;121:1009–1014.
บทความนี้เขียนโดยหมอสร้อย เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์แล้ว ส่วนที่เป็นความเห็นและแนวทางของหมอสร้อยแยกไว้จากผลการวิจัยอย่างชัดเจน ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล การตัดสินใจรักษาควรทำร่วมกับแพทย์หลังได้รับการตรวจประเมิน แผนภูมิทั้งหมดวาดขึ้นใหม่จากตัวเลขที่รายงานในงานวิจัย ภาพที่ 5 เป็นภาพเชิงแนวคิด บทความนี้ไม่ได้นำภาพถ่ายผู้ป่วยจากต้นฉบับมาเผยแพร่ซ้ำ ต้นฉบับเผยแพร่ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY-NC-ND 4.0 · © 2024 The Authors, Wolters Kluwer Health on behalf of the American Society of Plastic Surgeons





